ประวัติของมหาวิหารเซนต์เบซิล(St. Basil’s Cathedral) ในมอสโก,รัสเซีย

ประเทศรัสเซียเรานึกถึงอะไร เชื่อว่าเราอาจจะนึกถึงอนุสรณ์สถานของเลนิน หรือ สถานที่ท่องเที่ยวอื่นอีกมากมายแต่ไปถึงรัสเซียทั้งที สิ่งที่จะขาดไม่ได้เลยนั่นก็คือ มหาวิหารเซนต์เบซิล มหาวิหารที่โดดเด่นแตกต่างจากสถาปัตยกรรมทั้งมวลในยุคนั้น ความสวยงามบนความไม่สมมาตร สีสันที่ฉูดฉาด จะทำให้เราต้องมนต์ตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอ แต่มหาวิหารเซนต์เบซิลเองก็เป็นความงามที่แลกมาด้วยดวงตา เรื่องราวมันเป็นยังไงไปดูกัน

ต้นกำเนิดมหาวิหาร

มหาวิหารเซนต์บาเซิลแห่งนี้ มีต้นกำเนิดแนวคิดในการสร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าอีวานที่ 4 โดยวิหารแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อจุดประสงค์เป็นอนุสรณ์สถานของตัวเองที่เอาชนะการรบเหนือมองโกลได้ ที่เมืองคาซาน สิ่งหนึ่งที่ต้องบอกว่าชัยชนะครั้งนี้สำคัญมากก็เนื่องมาจากยุคนั้นมองโกล เป็นฝ่ายกดขี่ทางนี้มานานมาก การได้ปลดแอกตัวเองได้สำเร็จจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากทั้งในแง่การทหาร และ ประวัติศาตร์ของตัวเอง

ความงามที่แลกมาด้วยดวงตา

หลังจากนั้นก็ได้มีการออกแบบสร้างมหาวิหารเซนต์บาเซิล ขึ้นมาโดยความงามของวิหารนี้ต้องขอขอบคุณ สถาปนิกชื่อดังในยุคนั้นอย่าง ปอสนิก ยาคอฟเลฟ ที่กล้าจะออกแบบมหาวิหารอันทรงคุณค่านี้ในรูปแบบที่แตกต่างไปจากมหาวิหารอื่นในช่วงเวลาเดียวกัน การก่อสร้างเป็นไปด้วยดี พระเจ้าอีวานที่ 4 ทรงพอพระทัยผลงานมาก จึงเรียกสถาปนิกคนดังกล่าวมารับรางวัล ปรากฏว่ารางวัลนั้นก็คือ การควักดวงตาออกมาทั้งสองข้าง ด้วยเหตุผลที่ว่า เค้าจะได้ไม่ต้องมองเห็นสิ่งสวยงามอันอื่นจนอาจจะทำให้สร้างวิหารหลังใหม่ที่สวยงามกว่าหลังนี้ได้ (คิดได้ไง) จากวีรกรรมครั้งนี้ พระเจ้าอีวานที่ 4 จึงได้รับฉายาว่า อีวานจอมโหดไปโดยปริยาย แต่ตำนานบทนี้ก็มีนักประวัติศาสตร์อีกกลุ่มหนึ่งบอกว่าไม่จริงด้วยเช่นเดียวกัน

ตอนแรกไม่ใช่สีขาว

สิ่งหนึ่งที่จะทำให้ตะลึงงันในความสวยงามของ มหาวิหารเซนต์บาเซิล เป็นเรื่องของสีฉูดฉาดกล่าวคือ มหาวิหารแห่งนี้จะถูกแบ่งออกเป็นหอคอยย่อย 8 แห่ง เพื่อล้อมรอบหอคอยหลังที่ 9 ซึ่งตั้งอยู่ตรงกลาง ทีนี้หอยคอยทั้งหมดจะทาสีหลักเป็นสีส้มอิฐ แต่ตัวปลายยอดโดมนั้นจะมีการเล่นสี ลวดลายสลับกันไปมา เพื่อให้เกิดสีสันไม่เหมือนกัน ต้องบอกว่าเดิมทีหอคอยเหล่านี้ไม่ได้มีสีสันฉูดฉาดอย่างที่เห็น เดิมทีมันเป็นสีขาว สีเหล่านี้ได้รับการตกแต่งเพิ่มเติมจากช่วงการซ่อมแซมยุคศตวรรษที่ 17

อีกหนึ่งความน่าสนใขของวิหารนี้ก็คือ มันมีอายุยาวนานมาถึง 400 ปี ผ่านร้อน ผ่านหนาว ผ่านภัยธรรมชาติ ผ่านภัยสงครามมามากมาย แต่กลับไม่มีอะไรมาทำร้ายมันได้เลย ตั้งตระหง่านอยู่ตรงนี้ท่ามกลางเรื่องราวต่างๆมากมาย ใครไปบอกเลยว่าต้องไปดูด้วยตาตัวเองเท่านั้น